Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน บางอย่างเพื่อให้เป็นไปตาม e-Privacy ของสหภาพยุโรป

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน ภายหลังจากที่สหภาพยุโรปประกาศใช้มาตรการป้องกันการใช้สื่อดิจิทัลที่เรียกว่า e-Privacy เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ในสหภาพยุโรป ทำให้ Facebook สื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมได้ตัดสินใจปิดฟังก์ชั่นการโต้ตอบ การแขทแบบกลุ่ม และการตั้งชื่อเล่นให้กับเพื่อนใน Messenger ส่วน Instagram จะปิดการแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริงผ่านข้อความ อย่างไรก็ตามยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอย่างที่ Facebook ปิดบริการชั่วคราวในสหภาพยุโรป

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

Instagram และ Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน การแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริงผ่านข้อความ

ทั้งที่ฟังก์ชั่นบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ e-Privacy อย่างการส่งสติกเกอร์ การส่งข้อความสั้นๆ หรือข้อความที่มีเนื้อหาสนุกๆ ทาง Facebook และ Instagram ก็ได้ปิดฟังก์ชั่นดังกล่าวไปด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการละเมิดข้อบังคับของ e-Privacy ได้ ซึ่ง Facebook พยายามที่จะปรับปรุงฟังก์ชั่นทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับใหม่ที่สหภาพยุโรปกำหนดขึ้น เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน และจะรีบนำฟังก์ชั่นทั้งหมดกลับมาเปิดให้ใช้งานโดยเร็วที่สุด

Instagram ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

ขัอบังคับ e-Privacy ที่สหภาพยุโรปประกาศใช้ในครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ นำข้อความและข้อมูลของผู้ใช้ออกไปหาประโยชน์ทางธุรกิจโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังใช้สำหรับตรวจสอบและเฝ้าระวังการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลโดยไม่รับความยินยอมจากผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูล ตลอดจนไม่อนุญาตให้เข้าถึงอีเมลสำหรับส่งโฆษณาส่วนบุคคลโดยที่เจ้าของบัญชีไม่อนุญาต ดังนั้นทาง Google จึงได้แจ้งให้ผู้ใช้ Gmail ได้เลือกใช้ฟังก์ชั่นไม่อนุญาตให้สแกนข้อความใน Gmail เพื่อป้องกันการส่งโฆษณาโดยที่เจ้าของบัญชีไม่ต้องการ

โดยข้อบังคับ e-Privacy ที่ได้ปรับปรุงใหม่นั้นมีความเข้มข้นมากขึ้นจากกฎข้อบังคับที่เคยใช้มา โดยทุกประเทศในสหภาพยุโรปสามารถประกาศใช้ e-Privacy ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการตราเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ข้อบังคับใหม่นั้นมีทั้งเนื้อหา ข้อมูล และผู้ให้บริการเครือข่ายการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์

 การแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริง

ตลอดจนได้ขยายการตรวจสอบไปถึงเนื้อหาในการสื่อสาร คุกกี้ การใช้ Search Engine และเมทาดาต้าที่ใช้กับการสื่อสารออนไลน์ และยังต้องให้ลูกค้าทำหนังสือยินยอมสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แต่ยกเว้นการใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการฉ้อโกงทางออนไลน์ การรักษาความปลอดภัย การอัพเดทซอฟต์แวร์ หรือการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการเก็บสถิติ สำหรับประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้เว็บไซต์ และที่สำคัญหากบริษัทผู้ให้บริการออนไลน์ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวจะต้องถูกปรับถึง 4% ของรายได้ทั่วโลกของบริษัท

ติดตามข่าวสารอีกมากมายของเราได้ที่ ข่าวไอทีคอมพิวเตอร์ ได้ที่นี่ และ Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน บางอย่างเพื่อให้เป็นไปตาม e-Privacy ของสหภาพยุโรป

You may also like