Facebook และ Google ให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศหลังโรคโควิดน้อยลง

Facebook และ Google

สำหรับข่าว Facebook และ Google เตรียมให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิส หลังจากเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่มนุษย์ทุกคนนั้นต้องอยู่กับ การแพร่ระบาดของโรคโควิด ซึ่งก็ไม่มีท่าทีที่จะยุติลง ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงและบริษัทบางส่วนที่ยังคงสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ก็ต้องให้พนักงานทำงานที่บ้านเพื่อให้ไม่เกิดการแพร่ระบาดมากขึ้น ซึ่งการทำงานที่บ้านก็เกิดขึ้นกับทุกบริษัททั่วโลกที่ยังคงดำเนินการต่อไม่เว้นแม้แต่ Facebook และ Google ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีในประเทศสหรัฐอเมริกา

Facebook และ Google-พนังงาน

ในประเทศสหรัฐอเมริกาตอนนี้ก็เริ่มมีการฉีดวัคซีนให้กับประชากรภายในประเทศแต่ด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์เดลต้า ทำให้บุคลากรในหลาย ๆ บริษัทยังคงที่จะต้องทำงานที่บ้านต่อไป แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในประเทศสหรัฐก็เริ่มที่จะดีขึ้น และทาง Facebook และ Google ที่เป็น 2 บริษัทที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ก็มีแผนที่จะให้พนักงานนั้นเริ่มกลับเข้ามาทำงานในบริษัทแล้ว

Facebook และ Google เตรียมให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิส

จากข่าวสารที่เรา ข่าวไอทีคอมพิวเตอร์ ได้รับรายงานมานั้น โดยในอีเมลของ Sundar Pichai ผู้ที่เป็น CEO ของบริษัท Google ที่มีการส่งไปหาพนักงานในบริษัทโดยทางบริษัท Google ก็มีแผนการที่จะสิ้นสุดการ work from home ในช่วงวันที่ 1 กันยายน 2564 นี้ ตัวพนักงานสามารถเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ Pre – pandemic ได้แล้ว สำหรับพนักงานที่สามารถทำงานที่บ้านก็ให้ทำงานที่บ้านต่อไปได้ โดยทางบริษัทในตอนนี้ก็กำลังรอที่จะนำพนักงานส่วนใหญ่กลับมาทำงานในบริษัทจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม โดยพนักงานทุกคนที่จะกลับมาทำงานทำงานในออฟฟิศจำเป็นที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนด้วย

Facebook และ Google

เช่นเกี่ยวกับ Vice President ของ Facebook ในฝ่ายบุคคล อย่าง Lori Goler ก็จะให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เช่นเดียวกันแต่พนักงานทุกคนที่จะเข้ามาทำงานในออฟฟิศนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วทางบริษัทเองก็มีกระบวนการที่จะดำเนินการกับพนักงานที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือว่ามีเหตุผลอื่น ๆ ด้วย

Facebook และ Google

ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิดนั้นมีผลกระทบต่อธุรกิจมากมายเลยทีเดียวและบางครั้งการทำงานที่บ้านก็ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจนั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในประเทศที่ได้มีการฉีดมอร์ฟีนแล้วจึงเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศเพื่อให้การทำงานและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Continue Reading

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน บางอย่างเพื่อให้เป็นไปตาม e-Privacy ของสหภาพยุโรป

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน ภายหลังจากที่สหภาพยุโรปประกาศใช้มาตรการป้องกันการใช้สื่อดิจิทัลที่เรียกว่า e-Privacy เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ในสหภาพยุโรป ทำให้ Facebook สื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมได้ตัดสินใจปิดฟังก์ชั่นการโต้ตอบ การแขทแบบกลุ่ม และการตั้งชื่อเล่นให้กับเพื่อนใน Messenger ส่วน Instagram จะปิดการแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริงผ่านข้อความ อย่างไรก็ตามยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอย่างที่ Facebook ปิดบริการชั่วคราวในสหภาพยุโรป

Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

Instagram และ Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน การแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริงผ่านข้อความ

ทั้งที่ฟังก์ชั่นบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ e-Privacy อย่างการส่งสติกเกอร์ การส่งข้อความสั้นๆ หรือข้อความที่มีเนื้อหาสนุกๆ ทาง Facebook และ Instagram ก็ได้ปิดฟังก์ชั่นดังกล่าวไปด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการละเมิดข้อบังคับของ e-Privacy ได้ ซึ่ง Facebook พยายามที่จะปรับปรุงฟังก์ชั่นทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับใหม่ที่สหภาพยุโรปกำหนดขึ้น เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน และจะรีบนำฟังก์ชั่นทั้งหมดกลับมาเปิดให้ใช้งานโดยเร็วที่สุด

Instagram ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน

ขัอบังคับ e-Privacy ที่สหภาพยุโรปประกาศใช้ในครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ นำข้อความและข้อมูลของผู้ใช้ออกไปหาประโยชน์ทางธุรกิจโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังใช้สำหรับตรวจสอบและเฝ้าระวังการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลโดยไม่รับความยินยอมจากผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของข้อมูล ตลอดจนไม่อนุญาตให้เข้าถึงอีเมลสำหรับส่งโฆษณาส่วนบุคคลโดยที่เจ้าของบัญชีไม่อนุญาต ดังนั้นทาง Google จึงได้แจ้งให้ผู้ใช้ Gmail ได้เลือกใช้ฟังก์ชั่นไม่อนุญาตให้สแกนข้อความใน Gmail เพื่อป้องกันการส่งโฆษณาโดยที่เจ้าของบัญชีไม่ต้องการ

โดยข้อบังคับ e-Privacy ที่ได้ปรับปรุงใหม่นั้นมีความเข้มข้นมากขึ้นจากกฎข้อบังคับที่เคยใช้มา โดยทุกประเทศในสหภาพยุโรปสามารถประกาศใช้ e-Privacy ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการตราเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ข้อบังคับใหม่นั้นมีทั้งเนื้อหา ข้อมูล และผู้ให้บริการเครือข่ายการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์

 การแชร์ฟิลเตอร์ใบหน้าเสมือนจริง

ตลอดจนได้ขยายการตรวจสอบไปถึงเนื้อหาในการสื่อสาร คุกกี้ การใช้ Search Engine และเมทาดาต้าที่ใช้กับการสื่อสารออนไลน์ และยังต้องให้ลูกค้าทำหนังสือยินยอมสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แต่ยกเว้นการใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการฉ้อโกงทางออนไลน์ การรักษาความปลอดภัย การอัพเดทซอฟต์แวร์ หรือการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการเก็บสถิติ สำหรับประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้เว็บไซต์ และที่สำคัญหากบริษัทผู้ให้บริการออนไลน์ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวจะต้องถูกปรับถึง 4% ของรายได้ทั่วโลกของบริษัท

ติดตามข่าวสารอีกมากมายของเราได้ที่ ข่าวไอทีคอมพิวเตอร์ ได้ที่นี่ และ Facebook ปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน บางอย่างเพื่อให้เป็นไปตาม e-Privacy ของสหภาพยุโรป

Continue Reading

แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding ของตัวเองให้ยอดขายพุ่ง! บนโลก Internet

แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding

           แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding เนื่องจากในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีนักเรียนนักศึกษามากมายที่สนใจในการสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง เพราะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่จัดทำตัวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมไปถึงการตลาดให้กับผู้เริ่มทำธุรกิจหลายแหล่งด้วยกัน ทว่าทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จแต่อีกหลายคนกลับล้มเหลวยอดติดลบในหลักล้าน ซึ่งการสร้างยอดขายพุ่ง ควรทราบก่อนว่าในปัจจุบันโลกโซเชียลมีการกระจายข้อมูลรวดเร็วมาก การค้าขายบนโลกอินเทอร์เน็ตจะให้ปัง! ควรรู้จัก 4 แอพพลิเคชั่นเหล่านี้

แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding

แนะนำ 4 แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding ที่สร้างรายได้ในการค้าขายบนโลกอินเทอร์เน็ตจะให้ปัง!

  • Facebook แอพพลิเคชั่นดังกล่าวถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่เลยก็ว่าได้ด้วยฐานของผู้ใช้งานหลักล้าน ดังนั้นลูกค้าของทุกคนจะอยู่แถวทุกมุมโลกมีจำนวนเป็นล้าน ๆ คนเลยทีเดียว และ Facebook มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุนการค้าขายด้วยระบบอัจฉริยะในการดึงข้อมูลลูกค้าที่สั่งสินค้าเพื่อป้องกันข้อมูลการจัดสั่งตกหล่นแล้วยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้ารวมไปถึงสินค้าได้อีกด้วย
แอพพลิเคชั่นสร้าง Branding
  • IG หรือ Instagram เป็นแอพพลิเคชั่นที่เน้นการถ่ายภาพและเผยแพร่รูปภาพ ซึ่ง IG ทำให้หลายแบรนด์ยอดขายพุ่งอยากหนัก เพราะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ลงขายสินค้าได้ฟรี ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ผู้ประกอบการสามารถทดลองใช้ฟรีได้นั้นเอง
IG หรือ Instagram
  • Line จะเป็นแอพพลิเคชั่นที่เน้นการสนทนา เพราะใน Line จะมีการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าได้ไม่ตกหล่นและระบบการตอบกลับรวดเร็วทันใจ ซึ่ง Line เป็นที่นิยมมากในการสั่งสินค้าและมีระบบตอบกลับอัตโนมัติหรือการส่งข้อความหากลุ่มลูกค้าได้ทีละหลายคนจึงสะดวกต่อการโฆษณาสินค้าเป็นอย่างมาก
Line
  • Twitter จะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการ Review เป็นอย่างมาก หากแบรนด์ในเด็ดใน Twitter รับรองยอดขายพุ่งข้ามคืน ดังนั้นผู้ประกอบการควรสร้างจุดเด่นในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว
Twitter

โดยทั้ง 4 แอพพลิเคชั่นที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพื่อตัวช่วยในการขายสินค้า ทว่าหากแบรนด์ของทุกคนไม่ได้ดีเยี่ยม! หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า แน่นอน! อาจจะขายดีในช่วงแรกแต่เมื่อระยะเวลานานมากขึ้นเท่าไหร่ ยอดขายก็จะดิ่งลงเรื่อย ๆ ดังนั้นนอกจากสร้างจุดยืนในแอพพลิเคชั่นข้างต้นแล้วต้องมั่นใจด้วยว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีจริง

ติดตามข่าวสารอีกมากมายของเราได้ที่ ข่าวไอทีคอมพิวเตอร์ ได้ที่นี่ และ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรับมือ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19)

Continue Reading